มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 7 เป็นรายการเกมโชว์แข่งขันทำอาหารในฤดูกาลที่ 7 ของมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งของฤดูกาลปกติในรอบเกือบ 3 ปี ผลิตโดย บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ดำเนินรายการโดยปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ (คุณป๊อก) และมีคณะกรรมการในการตัดสินคือ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ (อิงค์), หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล (เชฟป้อม) และ พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย (เชฟเอียน) ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 18:00 น. และรีรันทุกวันพฤหัสบดี เวลา 23:20 น. เริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทางช่อง 7HD และเผยแพร่ย้อนหลังทางเน็ตฟลิกซ์[1]
ในฤดูกาลนี้มีการปรับเงื่อนไขการรับสมัครเล็กน้อย โดยกลับไปใช้เงื่อนไขเดียวกับฤดูกาลที่ 1 ถึงฤดูกาลที่ 4 คือไม่เคยทำงานเป็นเชฟมืออาชีพ แต่ไม่ได้จำกัดว่าต้องไม่เคยเรียนหลักสูตรการทำอาหาร ซึ่งต่างจากฤดูกาลที่ 5 และ 6[2] นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มภาคแยก ในชื่อ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์ โดยเป็นการแข่งขันของผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกไปแล้ว เพื่อชิงโอกาสที่ 2 ในการกลับเข้าสู่การแข่งขันในภาคหลักอีกครั้ง และในฤดูกาลนี้ ผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้รับโอกาสทำอาหารเพื่อบริการทั้งบนเที่ยวบินและในห้องพักผ่อนพิเศษของสายการบิน 3 แห่ง ได้แก่ แอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส โดยใช้สินค้าเกษตรของไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ภายใต้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในของกระทรวงพาณิชย์[3][4]
รูปแบบรายการ
ผู้เข้าแข่งขัน
ผู้เข้าแข่งขัน 20 คนสุดท้าย
| ชื่อ
|
อายุ[ก]
|
ภูมิลำเนา
|
อาชีพก่อนเข้ามาแข่งขัน
|
ลำดับการแข่งขัน[ข]
|
จำนวนชนะ
|
| ธิติ ทองบริสุทธิ์ (ธิติ)
|
29
|
ชัยภูมิ
|
ผู้จัดการบาร์
|
ชนะเลิศ วันที่ 31 พฤษภาคม
|
8
|
| นิวพร พะลัง (นิว)
|
44
|
นนทบุรี
|
ธุรกิจสิ่งพิมพ์
|
รองชนะเลิศ วันที่ 31 พฤษภาคม
|
4
|
| ณัฐชนน สุวรรณ (ต้นกล้า)
|
22
|
อุทัยธานี
|
นักศึกษา
|
2
|
| พลอยไพลิน ทองหยอด (พลอย)
|
30
|
อ่างทอง
|
Content Creator
|
รองชนะเลิศ วันที่ 31 พฤษภาคม กลับเข้าสู่การแข่งขัน วันที่ 10 พฤษภาคม ถูกคัดออก วันที่ 22 มีนาคม
|
2
|
| อดิศร จันทร์วิจิตรกุล (ต้อง)
|
45
|
ราชบุรี
|
ช่างภาพ
|
ถูกคัดออก วันที่ 24 พฤษภาคม
|
2
|
| อัซมีย์ ภัทรธาดานุกูล (มี่)
|
29
|
สงขลา
|
พนักงานไอที
|
3
|
| ฌัญฌิรันด์ ตั้งสุทธิธรรม (เปอร์เช่)
|
38
|
เชียงใหม่
|
ธุรกิจเครื่องสำอาง
|
2
|
| ฉัตรพกรณ์ โชติเอี่ยม (เบลล่า)
|
37
|
เชียงใหม่
|
นางโชว์
|
ถูกคัดออก วันที่ 24 พฤษภาคม กลับเข้าสู่การแข่งขัน วันที่ 10 พฤษภาคม ถูกคัดออก วันที่ 3 พฤษภาคม
|
3
|
| ปพน ไพศาลเจริญวงศ์ (บอส)
|
30
|
กรุงเทพมหานคร
|
ธุรกิจร้านเพชร
|
ถูกคัดออก วันที่ 3 พฤษภาคม
|
2
|
| ภัทร์นฤน วีระพงษ์ (มิ้น)
|
25
|
สมุทรปราการ
|
ผู้ตรวจสอบบัญชี
|
2
|
| ศุภิชฎา ตระการทรัพย์ทวี (พิม)
|
18
|
บุรีรัมย์
|
นักศึกษา
|
4
|
| นภัสสร เจริญนิธิ (แอ๊น)
|
29
|
กรุงเทพมหานคร
|
แม่บ้าน
|
ถูกคัดออก วันที่ 26 เมษายน
|
1
|
| มณฑกร จอง (มิว)
|
35
|
ปทุมธานี
|
ธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง
|
ถูกคัดออก วันที่ 19 เมษายน
|
2
|
| ฐาปนีย์ภัค สุทธิพิพิธ (ตาล)
|
28
|
กรุงเทพมหานคร
|
แม่ค้าออนไลน์
|
2
|
| ภารากรณ์ เชิดชื่น (เจซี)
|
23
|
กรุงเทพมหานคร
|
นักศึกษา
|
ถูกคัดออก วันที่ 5 เมษายน
|
1
|
| พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม (พิช)[ค]
|
41
|
นนทบุรี
|
ครูสอนร้องเพลง
|
1
|
| ไอศวรรนยา ภูมิเลิศ (นะโม)
|
30
|
หนองคาย
|
ครีเอทีฟโฆษณา
|
ถูกคัดออก วันที่ 29 มีนาคม
|
0
|
| จิตวิมล เทียมจันทร์ (โบว์)[ง]
|
33
|
อุบลราชธานี
|
นักดนตรี
|
ถูกคัดออก วันที่ 15 มีนาคม
|
1
|
| ธณัฏฐ์ภรณ์ ศรีเหรานุกูล (ป๊อบ)
|
51
|
กรุงเทพมหานคร
|
เจ้าของแบรนด์กะปิโหว่
|
0
|
| ศรายุทธ หทัยภัทราวงศ์ (ปร๊อฟ)
|
36
|
กรุงเทพมหานคร
|
ผู้กำกับเวที
|
ถูกคัดออก วันที่ 8 มีนาคม
|
0
|
ข้อมูลการแข่งขัน
ตารางการคัดออก
| อันดับ
|
ผู้เข้าแข่งขัน
|
ตอนที่
|
| 3/4
|
4
|
5
|
6
|
7
|
8
|
9
|
10
|
11
|
12
|
13/14
|
14/15
|
| 1
|
ธิติ
|
กดดัน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ต่ำ
|
ชนะ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ชนะเลิศ
|
| 2
|
นิว
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
สูง
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
รองชนะเลิศ
|
| ต้นกล้า
|
กดดัน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
| พลอย
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
กลับ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
| 5
|
ต้อง
|
กดดัน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| มี่
|
ชนะ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| เปอร์เช่
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ชนะ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
เสี่ยง
|
เสี่ยง
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| เบลล่า
|
ชนะ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
สูง
|
สูง
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ออก
|
กลับ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 9
|
บอส
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
สูง
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| มิ้น
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 11
|
พิม
|
ชนะ
|
สูง
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ออก
|
|
| 12
|
แอ๊น
|
เสี่ยง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 13
|
มิว
|
ชนะ
|
สูง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| ตาล
|
กดดัน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 15
|
เจซี
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ออก
|
|
| พิช
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ต่ำ
|
ออก
|
|
| 17
|
นะโม
|
กดดัน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
เสี่ยง
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 18
|
โบว์
|
ชนะ
|
ผ่าน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 19
|
ป๊อบ
|
กดดัน
|
ผ่าน
|
ออก
|
|
| 20
|
ปร๊อฟ
|
ออก
|
|
- (ชนะเลิศ) ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน
- (รองชนะเลิศ) รองชนะเลิศการแข่งขัน
- (ชนะ) ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะชาแลนจ์ (การแข่งขันกล่องปริศนา, บททดสอบความคิดสร้างสรรค์, รอบกำจัดคนออก หรือ บททดสอบความละเอียดและแม่นยำ)
- (ชนะ) ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะในภารกิจแบบทีมและเข้ารอบทั้งทีม
- (สูง) ผู้เข้าแข่งขันที่เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุด
- (สูง) ผู้เข้าแข่งขันที่เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุด แต่ไม่ติด 2 จานที่ดีที่สุด
- (ผ่าน) ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบต่อไป
- (ผ่าน) ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบต่อไป ในการแข่งขันแบบคู่
- (ผ่าน) ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับสิทธิ์การคุ้มกัน ทำให้ผ่านเข้ารอบต่อไปในทันที
- (กดดัน) ผู้เข้าแข่งขันที่ต้องแข่งขันในรอบบททดสอบความละเอียดและแม่นยำ
- (กดดัน) ผู้เข้าแข่งขันที่ไม่สามารถเข้าแข่งขันในภารกิจแบบทีมได้ และต้องเข้าแข่งขันในรอบบททดสอบความละเอียดและแม่นยำ
- (ต่ำ) ผู้เข้าแข่งขันที่ยืนเป็น 1 ในจานที่แย่ที่สุด
- (ต่ำ) ผู้เข้าแข่งขันแบบคู่ที่ยืนเป็น 1 ในทีมที่แย่ที่สุด
- (เสี่ยง) ผู้เข้าแข่งขันที่เสี่ยงในการถูกคัดออก
- (ต่ำ) ผู้เข้าแข่งขันที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด แต่ไม่ต้องออกจากการแข่งขัน
- (ออก) ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกประจำสัปดาห์
- (ถอนตัว) ผู้เข้าแข่งขันที่ถอนตัวออกจากการแข่งขัน
- (กลับ) ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกไปแล้ว แต่ชนะการแข่งขันภาคพิเศษ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์ ทำให้ได้รับโอกาสให้กลับเข้ามาแข่งขันอีกครั้ง
- (ร่วม) ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกไปแล้ว แต่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขัน
รายชื่อตอน
ตอนที่ 1: หนึ่งผ้ากันเปื้อนกับโอกาสเพียงครั้งเดียว
ออกอากาศ 15 กุมภาพันธ์ 2569[1]
ในช่วงแรก มีผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 20 คน โดยก่อนที่จะได้รับผ้ากันเปื้อน คณะกรรมการได้ฉลองผู้เข้าแข่งขันอย่างเต็มที่ด้วยของทานเล่น ผลไม้ และเครื่องดื่ม แต่ต่อมา เชฟเอียนได้ประกาศว่าผู้เข้าแข่งขันจะยังไม่ได้รับผ้ากันเปื้อน และมีผู้เข้าแข่งขันเพิ่มอีก 10 คน รวม 30 คน โดยทั้ง 30 คนจะต้องแข่งขันกันเพื่อชิงผ้ากันเปื้อนต่อไป
- รอบคัดเลือก (Auditions) : ในฤดูกาลนี้ จะแข่งขันทั้งหมด 3 รอบ โดยผู้ที่ทำได้ดีที่สุดจะได้รับผ้ากันเปื้อนและจะได้เป็นผู้เข้าแข่งขันตัวจริงต่อไป ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ จะต้องแข่งขันกันต่อโดยไม่มีการคัดออกระหว่างการแข่งขัน
- รอบที่ 1: ในรอบแรก ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 30 คนจะถูกวัดทักษะการใช้มีด ด้วยการหั่นข่า โดยจะต้องหั่นเป็นแว่นกลมอย่างสมบูรณ์ ความหนาไม่เกิน 1 มิลลิเมตร และต้องหั่นในปริมาณ 250 กรัม เมื่อผู้เข้าแข่งขันหั่นครบตามกำหนด จะต้องกดกระดิ่งเพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบ ในรอบนี้ จะมีผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อนทั้งหมด 6 คน และผู้ที่ทำสำเร็จเป็นคนแรก คือ ปร๊อฟ แต่เชฟป้อมได้ประกาศว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งขันต่อ ด้วยการซอยตะไคร้ โดยจะต้องซอยให้มีความหนาไม่เกิน 1 มิลลิเมตร ทุกชิ้นขาดออกจากกัน และต้องซอยในปริมาณ 100 กรัม ทั้งนี้ ผู้ที่สามารถซอยตะไคร้ได้ จะต้องผ่านการหั่นข่าก่อน และผู้ที่ทำสำเร็จเป็นคนแรก คือ ปร๊อฟ แต่เชฟเอียนได้ประกาศว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งขันต่อ ด้วยการซอยใบมะกรูดแบบละเอียด โดยแต่ละชิ้นมีความกว้างไม่เกิน 1 มิลลิเมตร ต้องนำแกนกลางออก และต้องซอยในปริมาณ 15 กรัม ทั้งนี้ ผู้ที่สามารถซอยใบมะกรูดได้ จะต้องผ่านการหั่นข่าและการซอยตะไคร้ก่อน และผู้ที่ทำสำเร็จและได้รับผ้ากันเปื้อนเป็นคนแรก คือ เจซี และรองลงมาอีก 5 คน คือ ปร๊อฟ โบว์ ธิติ พิช และบอส ตามลำดับ
- ผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อน: เจซี ปร๊อฟ โบว์ ธิติ พิช และบอส
- รอบที่ 2: ในรอบที่ 2 ผู้เข้าแข่งขันอีก 24 คนที่เหลือจะต้องแข่งขันต่อ ซึ่งโจทย์ในรอบนี้ คือ การสร้างสรรค์จานอาหารของตนเอง (Signature Dish) โดยผู้เข้าแข่งขันสามารถสร้างสรรค์จานอาหารได้อย่างเต็มที่ โดยมีเวลาในการเลือกวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ตและทำอาหารรวมทั้งหมด 60 นาที ในรอบนี้ จะมีผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อนทั้งหมด 6 คน หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 24 คนแล้ว ผู้ที่ทำผลงานได้โดดเด่นทั้ง 6 คนและได้รับผ้ากันเปื้อนในรอบนี้ คือ พลอย มิ้น ต้อง มี่ นะโม และเบลล่า
- ผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อน: พลอย มิ้น ต้อง มี่ นะโม และเบลล่า
ตอนที่ 2: ออดิชั่นครั้งสุดท้าย
ออกอากาศ 22 กุมภาพันธ์ 2569[5]
- รอบคัดเลือก (Auditions) ต่อ:
- รอบที่ 3: ในรอบสุดท้าย ผู้เข้าแข่งขันอีก 18 คนที่เหลือจะต้องแข่งขันต่อ ซึ่งโจทย์ในรอบนี้ ทางรายการได้นำร่มให้ผู้เข้าแข่งขัน พร้อมทั้งให้กางร่ม เนื่องจากวัตถุดิบที่ร่วงหล่นมา คือ เมล็ดกวยจี๊หรือเมล็ดแตงโมอบแห้ง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเมล็ดกวยจี๊มาสร้างสรรค์เป็นเมนูของคาวหรือของหวาน แต่จะไม่สามารถใช้ฟันกัดเพื่อนำเมล็ดออกจากเปลือกได้ โดยมีเวลาในการเลือกวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ตและทำอาหารรวมทั้งหมด 60 นาที ในรอบนี้ จะมีผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อนอีกเพียง 6 คนเท่านั้น หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 18 คนแล้ว ผู้ที่ทำผลงานได้โดดเด่นทั้ง 6 คนและได้รับผ้ากันเปื้อนในรอบนี้ คือ ป๊อบ มิว พิม นิว ต้นกล้า และแอ๊น
- ผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อน: ป๊อบ มิว พิม นิว ต้นกล้า และแอ๊น
- แต่เมื่อการแข่งขันรอบที่ 3 สิ้นสุดลง คณะกรรมการได้ประกาศว่ายังเหลือผ้ากันเปื้อนอีก 2 ผืน โดยต้องแข่งขันกันในรอบถัดไป ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คนที่ยังไม่ได้รับผ้ากันเปื้อนตัดสินใจที่จะแข่งขันต่อ
- รอบที่ 4: ในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คนจะได้โอกาสแข่งขันเพื่อชิงผ้ากันเปื้อนอีกเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งโจทย์ในรอบนี้ คือ การทำไข่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ไข่ดาว (ไข่ขาวต้องสุกกรอบ ไข่แดงต้องเยิ้มเป็นลาวา) ไข่ต้มยางมะตูม (ไข่ขาวต้องสุก ไข่แดงต้องเยิ้มเป็นยางมะตูม) และไข่ดาวน้ำ (ไข่ขาวต้องเรียบนุ่ม ไข่แดงเมื่อตัดต้องเยิ้มออกมา) โดยมีเวลาในการทำไข่ทั้ง 3 รูปแบบเพียง 18 นาทีเท่านั้น และแต่ละคนจะได้รับไข่เพียง 4 ฟอง นั่นคือ จะสามารถผิดพลาดได้เพียง 1 ฟองเท่านั้น หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบไข่ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คนแล้ว 2 คนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและได้รับผ้ากันเปื้อนในรอบนี้ คือ เปอร์เช่ และตาล ส่วนผู้เข้าแข่งขันอีก 10 คนที่เหลือจะหมดสิทธิ์ในการเป็นผู้เข้าแข่งขันตัวจริงในฤดูกาลนี้โดยปริยาย
- ผู้ที่ได้รับผ้ากันเปื้อน: เปอร์เช่ และตาล
- ผู้ที่หมดสิทธิ์ในการเป็นผู้เข้าแข่งขันตัวจริง: นาน่า จีโอ้ เอกคุง ปาล์ม สมายเต้ ยุบ เอ พรี วิ และเมารี่
ตอนที่ 3: ก้าวแรกกับภารกิจแบบทีมสุดยิ่งใหญ่
ออกอากาศ 1 มีนาคม 2569[6]
| หัวหน้าทีม
|
สมาชิก
|
| ปร๊อฟ
|
นะโม, ธิติ, เปอร์เช่, บอส, ต้นกล้า, ต้อง, แอ๊น, ป๊อบ, ตาล
|
| เจซี
|
เบลล่า, พิช, โบว์, มี่, พิม, พลอย, มิ้น, นิว, มิว
|
- แต่ละทีมมีเวลาในการทำอาหาร 2 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้นจะต้องหยุดทำอาหารและเสิร์ฟอาหารจานหลักทันที และจะมีเวลาเตรียมจานของหวานอีกเพียง 15 นาทีเท่านั้น แต่ในระหว่างการแข่งขัน เชฟเอียนเล็งเห็นว่าปร๊อฟไม่สามารถควบคุมภายในทีมสีแดงได้แล้ว ในที่สุด เชฟเอียนจึงสั่งให้เปลี่ยนหัวหน้าทีมทันที โดยสั่งให้ต้องรับหน้าที่แทน ต่อมา เชฟป้อมเล็งเห็นว่าเจซีไม่สามารถควบคุมภายในทีมสีน้ำเงินได้แล้ว เชฟป้อมจึงสั่งให้พิชรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมแทนเจซีทันที ซึ่งในรอบนี้ คณะกรรมการทั้ง 101 คนจะให้คะแนนโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท นั่นคือ อาหารจานหลักและของหวาน รวม 202 คะแนน โดยทีมที่ได้คะแนนรวมมากกว่าจะชนะและผ่านเข้ารอบทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันต่อในรอบถัดไป และเมนูของแต่ละทีมมีดังต่อไปนี้
| ทีม
|
เมนูอาหารจานหลัก
|
เมนูของหวาน
|
| ทีมสีแดง
|
ปลากะพงย่างซอสแกงเหลืองสับปะรดภูแล เสิร์ฟพร้อมข้าวอบขิงสองสหาย
|
กรานีตาสับปะรดภูแล ปลาป่น พริกเกลือ
|
| ทีมสีน้ำเงิน
|
ปลากะพง à la Thaïlande
|
ไอศกรีมกะทิกินคู่กับครัมเบิลข้าวมะลินิล ราดด้วยคาราเมลสับปะรดภูแล
|
- ทีมที่ชนะ: ทีมสีน้ำเงิน (ชนะไปด้วยคะแนน 136 ต่อ 66)
- บททดสอบความละเอียดและแม่นยำ (Pressure Test) : เนื่องจากทีมสีแดงเป็นทีมที่แพ้ในภารกิจแบบทีม ส่งผลให้ต้องมาแข่งขันต่อในรอบนี้ โดยในรอบนี้ มีแขกรับเชิญคือ เชฟต้น - ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านฤดู (Le Du) ที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ติดต่อกัน 8 ปี และร้านนุสรา (Nusara) ที่ได้รับมิชลินสตาร์เช่นกัน กรรมการจากรายการท็อปเชฟไทยแลนด์ และหัวหน้าเชฟผู้ฝึกสอนจากรายการ The Restaurant War Thailand ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ มาเป็นกรรมการเฉพาะกิจแทนหม่อมหลวงภาสันต์ ส่วนโจทย์ในการแข่งขันรอบนี้ คือ ขนมค้างคาว และสูตรที่ใช้แข่งขันในรอบนี้ คือ สูตรพระราชทานจากวังสระปทุม นั่นคือ จะใช้แป้งผสมกับข้าวเม่า ซึ่งต่างจากขนมค้างคาวทั่วไปที่จะผสมกับเผือก โดยมีเกณฑ์ในการตัดสินทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้
- รูปทรงของขนมค้างคาวต้องจีบออกมาเป็นทรงสามเหลี่ยม (เหมือนกับค้างคาวที่กำลังกางปีก) และขนาดต้องเท่ากันทุกชิ้น
- แป้งด้านนอกต้องบางกรอบ ไม่อมน้ำมัน ด้านในมีความหนึบและหอมกลิ่นข้าวเม่า
- ไส้ด้านในต้องไม่แฉะ และมีรสชาติกลมกล่อม หอมสามเกลอและใบมะกรูด
- น้ำอาจาดต้องกลมกล่อม และปริมาณผักต้องสมดุลกับน้ำอาจาด
- แต่ก่อนเริ่มการแข่งขัน เชฟป้อมได้สาธิตวิธีการทำขนมค้างคาวให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกคน และให้ผู้เข้าแข่งขันชิมอาหารที่ฐานครัวของตน ทั้งนี้ การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นในตอนถัดไป
ตอนที่ 4: รสมือสู่รสคุณธรรม
ออกอากาศ 8 มีนาคม 2569[8]
- บททดสอบความละเอียดและแม่นยำ (Pressure Test) ต่อ: ผู้เข้าแข่งขันมีเวลา 60 นาทีในการทำขนมค้างคาวสูตรวังสระปทุมให้เหมือนต้นฉบับทั้งหน้าตาและรสชาติ โดยทางรายการได้นำตัวช่วยให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกคน นั่นคือ น้ำมันปาล์มและวัตถุดิบอื่น ๆ ที่จะต้องใช้ในการทำเมนูนี้ และในรอบนี้ คณะกรรมการจะชิมอาหารโดยเรียงจากผู้ที่ทำผลงานเสร็จก่อนไปหลังตามลำดับ หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ผ่านเข้ารอบเป็นคนแรกและเป็นผู้ชนะในรอบนี้คือ เปอร์เช่ ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดคือ บอส ปร๊อฟ และแอ๊น แต่บอสยังทำผลงานได้ดีกว่าอีก 2 คน ส่งผลให้บอสยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ ปร๊อฟ
- ผู้ชนะ: เปอร์เช่
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: บอส ปร๊อฟ และแอ๊น
- ผู้ที่ถูกคัดออก: ปร๊อฟ
- การแข่งขันกล่องปริศนา (Mystery Box) : ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 19 คนจะต้องแข่งขันต่อ และในรอบนี้ เชฟต้นยังเป็นกรรมการเฉพาะกิจแทนหม่อมหลวงภาสันต์เช่นเดิม โดยวัตถุดิบภายในกล่องปริศนารอบนี้ ประกอบด้วย หมูสามชั้น ปีกไก่ กุ้งขาว ฟองเต้าหู้ แป้งอเนกประสงค์ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง ฟักทอง ใบเหลียง เบบี้แคร์รอต รวมผลไม้ตระกูลเบอร์รี กล้วยเล็บมือนาง ทับทิม โรสแมรี ปลาร้า และวัตถุดิบหลัก ซึ่งคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไซซ์บิ้กแพ็ครสหมูสับ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างสรรค์วัตถุดิบภายในกล่องให้เป็นเมนูที่เต็มไปด้วย รสคุณธรรม ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องตีความโจทย์ด้วยตนเอง และมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที โดยที่ด้านใต้สเตชันของแต่ละคนจะมีวัตถุเสริมอย่างจำกัดในการปรุงอาหาร ในรอบนี้ หากจานของผู้เข้าแข่งขันคนใดถูกเรียก คนนั้นจะต้องอธิบายให้คณะกรรมการฟังด้วยว่าเมนูที่สร้างสรรค์สะท้อนถึงความเป็นคุณธรรมอย่างไร และหลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว 5 จานที่ถูกเรียก ซึ่งได้เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุดในรอบนี้ ได้แก่ เบลล่า มี่ มิว พิม และธิติ และจานที่ดีที่สุดในรอบนี้คือ ธิติ
- 5 จานที่ผลงานดีที่สุด: เบลล่า มี่ มิว พิม และธิติ
- ผู้ชนะ: ธิติ
ตอนที่ 5: บททดสอบจาก 3 แชมป์
ออกอากาศ 15 มีนาคม 2569[9]
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : เนื่องจากธิติเป็นผู้ชนะในการแข่งขันกล่องปริศนารอบก่อนหน้า จึงได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ารอบต่อไปทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันในรอบนี้ และมีสิทธิ์เลือกโจทย์การแข่งขันให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน โดยวัตถุดิบหลักในรอบนี้มีทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่ เอ็นหอยจอบกับน้ำปลา หอยงวงช้างกับน้ำปลา และ "เชิญขึ้นชั้น2" (นั่นคือ ผู้เข้าแข่งขันคนใดที่ธิติเลือกให้ขึ้นชั้น 2 คนนั้นจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปร่วมกับธิติทันทีต้องไม่ต้องแข่งขันในรอบนี้) ซึ่งธิติสามารถเลือกผู้เข้าแข่งขันให้ขึ้นชั้น 2 หรือผ่านเข้ารอบได้ทั้งหมด 8 คน และผู้เข้าแข่งขันที่ธิติเลือก ได้แก่ โบว์ พิช บอส มิ้น ต้อง ต้นกล้า เปอร์เช่ และตาล ส่วนวัตถุดิบอีก 2 อย่าง ธิติจะต้องเลือกให้กับผู้เข้าแข่งขันที่เหลือ โดยต้องเลือกอย่างละ 5 คน ซึ่งธิติเลือกเอ็นหอยจอบกับน้ำปลาให้กับแอ๊น ป๊อบ นะโม นิว และพลอย และเลือกหอยงวงช้างกับน้ำปลาให้กับเจซี มี่ เบลล่า มิว และพิม ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับวัตถุดิบมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว จานที่ดีที่สุดและเป็นผู้ชนะในรอบนี้คือ พิม ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ พลอย ป๊อบ และเจซี โดยพลอยตัวแอ็บเพิ่งสุก ทำให้เครื่องแกงด้านในสุกไม่นานพอ ส่งผลให้กลิ่นสมุนไพรแรง และรสชาติเหมือนแกงปร่า นอกจากนี้ ครัมเบิลน้ำปลาก็จืด ป๊อบจัดจานไม่เสร็จตามเวลา ลืมหยิบวัตถุดิบจากซูเปอร์มาร์เก็ตเนื่องจากสติหลุด เอ็นหอยจอบมีความเหนียว และไม่ได้รสชาติของผัดฉ่า ส่วนเจซีไม่ได้ทำสะอาดภายในหอยงวงช้าง ส่งผลให้ไส้มีความคาวมาก และไม่ได้ลอกหนังส่วนนอก และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ ป๊อบ
- ผู้ชนะ: พิม
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: พลอย ป๊อบ และเจซี
- ผู้ที่ถูกคัดออก: ป๊อบ
เมื่อการแข่งขันรอบบททดสอบความคิดสร้างสรรค์สิ้นสุดลง เชฟเอียนได้ประกาศว่าในรอบถัดไป ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 9 คนที่ไม่ได้แข่ง (ธิติ โบว์ พิช บอส มิ้น ต้อง ต้นกล้า เปอร์เช่ และตาล) จะต้องแข่งขันกัน ส่วนทั้ง 9 คนที่แข่งขันในรอบก่อนหน้าจะได้ผ่านเข้ารอบทันที
- รอบกำจัดคนออก (Elimination Test) : ในรอบนี้ มีแขกรับเชิญทั้งหมด 3 คน โดยทั้ง 3 คนล้วนเป็นผู้ชนะเลิศในฤดูกาลก่อน ๆ ของมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซึ่งได้แก่ เชฟซีตรอง - วลาสุระ ณ ลำปาง จากฤดูกาลที่ 6 (มาสเตอร์เชฟ อาหารไทย) เชฟเฟิร์ส - ธนภัทร สุยาว จากฤดูกาลที่ 2 และ เชฟเตย - สหรัฐ แตงไทย จากเดอะ โพรเฟสชันนัลส์ ซึ่งในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำอาหารให้ตรงตามต้นฉบับจากเมนูของเชฟทั้ง 3 คน ภายใต้โจทย์อาหารอีสาน Fine-Dining ที่ใส่ตัวตนของเชฟ กลายเป็นอาหารอีสาน Signature Dish ทั้งนี้ เนื่องจากพิมเป็นจานที่ดีที่สุดในรอบก่อนหน้า พิมจะได้สิทธิ์เลือกเมนูทั้ง 3 จาน ให้กับผู้เข้าแข่งขันทั้ง 9 คน โดยสามารถเลือกได้เมนูละ 3 คน และเมนูของเชฟทั้ง 3 คน ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับ และองค์ประกอบภายในจาน มีดังต่อไปนี้
| เชฟ
|
เชฟซีตรอง
|
เชฟเฟิร์ส
|
เชฟเตย
|
| เมนู
|
กานาเป 4 คำ
|
คอหมูย่างอีสานโมเดิร์น
|
สตูอ่อมลิ้นวัว ซอสหลนปลาร้า
|
| องค์ประกอบ
|
|
|
|
| ผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับ
|
เปอร์เช่, ต้นกล้า, มิ้น
|
ต้อง, โบว์, ตาล
|
ธิติ, บอส, พิช
|
- ผู้เข้าแข่งขันมีเวลา 60 นาทีในการทำอาหารให้เหมือนต้นฉบับทั้งหน้าตาและรสชาติ และผู้เข้าแข่งขันจะต้องศึกษาเองจากสูตรที่ได้รับและจะได้รับสิทธิ์ในการชิมอาหารตัวอย่างเท่านั้น โดยทางรายการได้นำตัวช่วยให้กับผู้เข้าแข่งขัน นั่นคือ ผงรสมะนาว เพื่อทดแทนความเปรี้ยว หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว 3 จานที่มีปัญหามากที่สุดคือ ต้นกล้า ต้อง และธิติ ซึ่งปัญหาดังกล่าวคือ ทั้ง 3 คนเป็นจานอาหารที่ดีที่สุดในรอบนี้ โดยผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ ต้นกล้า ส่วนผู้ชนะ คือ ธิติ ทั้ง 2 คนจะได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมในภารกิจแบบทีมครั้งถัดไป
- 3 จานที่ผลงานดีที่สุด: ต้นกล้า (เชฟซีตรอง) ต้อง (เชฟเฟิร์ส) และ ธิติ (เชฟเตย)
- ผู้ชนะ: ธิติ
- ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ เปอร์เช่ บอส และโบว์ โดยเปอร์เช่—ได้เมนูของเชฟซีตรอง—ใช้แฮมแทนเนื้อในก้อยถุงทองเนื่องจากไม่ได้หยิบเนื้อ ไม่มีคาเวียร์ในออดกระบก และข้าวจี่ไม่ชุบไข่ ส่งผลให้ให้ข้าวแข็ง นอกจากนี้ จานที่ใช้ไม่ถูกต้อง และรสชาติไม่ตรงตามต้นฉบับ บอส—ได้เมนูของเชฟเตย—ใช้จานไม่ถูกต้อง ไม่มีผงรสมะนาวคาเวียร์ จัดจานไม่ตรงตามต้นฉบับ ลิ้นวัวไหม้เกรียมและบางมาก นอกจากนี้ ยังแข็งและเหนียว รสชาติอ่อมมีความจืด และซุปมะเขือ มะเขือจืดและปลานิลมีความคาว หมกปลานิลเทอร์รีนหยาบมากและมีความจืด ส่วนโบว์—ได้เมนูของเชฟเฟิร์ส–ทำได้เพียง 1 องค์ประกอบ นอกจากนี้ รูลาดไม่สุกเลย ทำให้คณะกรรมการไม่สามารถชิมได้ ส่งผลให้โบว์ถูกคัดออกและต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้โดยปริยาย
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: เปอร์เช่ (เชฟซีตรอง) บอส (เชฟเตย) และ โบว์ (เชฟเฟิร์ส)
- ผู้ที่ถูกคัดออก: โบว์
ตอนที่ 6: ภารกิจทีมเอาตัวรอดจากออเดอร์เรียลไทม์
ออกอากาศ 22 มีนาคม 2569[10]
- ภารกิจแบบทีม (Team Challenge) : ในสัปดาห์นี้ได้จัดการแข่งขันที่แกรนด์แคนยอน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งห่างจากภายในเมืองราชบุรี 30 กิโลเมตร โดยโจทย์ในการแข่งขันรอบนี้คือ การขายอาหารในรูปแบบเดลิเวอรีออนไลน์ให้กับลูกค้าชาวราชบุรี จำนวน 101 คน ผ่านแอปพลิเคชัน ShopeeFood ทั้งนี้ ภาชนะที่ใช้ในการจัดส่ง คือ กล่องใส่อาหารแบบ 5 ช่อง โดยแต่ละทีมจะต้องทำอาหารใส่ภาชนะดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ ในราคา 129 บาท (คล้ายกับภารกิจจากรายการ มาสเตอร์เชฟ ออล สตาร์ส ไทยแลนด์ ในตอนที่ 10 และ เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ (ฤดูกาลที่ 2) ในตอนที่ 9) ซึ่งแต่ละทีมมีเวลาในการเตรียมอาหารและขายอาหารรวม 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใน 30 นาทีแรก ทั้ง 2 ทีมจะต้องทำจานอาหารต้นแบบเพื่อนำมาถ่ายรูปและเผยแพร่ลงแอปพลิเคชัน ทั้งนี้ ลูกค้า 1 คนจะสามารถเลือกเมนูได้เพียง 1 ทีมเท่านั้น เนี่องจากธิติและต้นกล้าเป็น 2 จานที่ดีที่สุดในรอบก่อนหน้า ทั้ง 2 คนจะได้เป็นหัวหน้าทีมในรอบนี้ และเนื่องจากธิติเป็นผู้ชนะ ธิติจะได้เลือกลูกทีมก่อน โดยสมาชิกในแต่ละทีมมีดังต่อไปนี้
| หัวหน้าทีม
|
สมาชิก
|
| ต้นกล้า
|
นะโม, มี่, เจซี, พิช, พลอย, มิ้น, นิว
|
| ธิติ
|
ต้อง, มิว, บอส, เบลล่า, พิม, เปอร์เช่, ตาล, แอ๊น
|
- ในรอบนี้ จะมีเกณฑ์การตัดสิน 3 ข้อ นั่นคือ ยอดสั่งซื้อ ยอดการจัดส่งอาหาร และ ความพึงพอใจของลูกค้า โดยมีคะแนนคนละตั้งแต่ 0 ถึง 3 คะแนน และผลการแข่งขัน มีดังต่อไปนี้
| ทีม
|
เมนู
|
จำนวนการสั่งซื้อ
|
จำนวนที่จัดส่งสำเร็จ
|
คะแนนความชอบ
|
ผล
|
| ทีมสีแดง
|
- หมูหมึกคัตสึซอสพริกแกง ข้าวพริกเผา เคียงฟรุตสลัด ฮันนีย์โทสต์แอปเปิลครัมเบิล
|
69
|
39
|
85
|
แพ้
|
| ทีมสีน้ำเงิน
|
- ข้าวกล่องทั่วไทย
- หมูทอดน้ำปลากับน้ำพริกอ่องเข้มข้น พร้อมลาบปลาหมึกสุดแซ่บและสลัดผักไข่ม้วน
|
32
|
32
|
88
|
ชนะ
|
- ทีมที่ชนะ: ทีมสีน้ำเงิน
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : เนื่องจากทีมสีแดงเป็นทีมที่แพ้ในภารกิจแบบทีม ส่งผลให้ต้องมาแข่งขันต่อในรอบนี้ โดยวัตถุดิบในรอบนี้ คือ แอปเปิล ซึ่งเป็นแอปเปิลสายพันธุ์ใหม่ที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือ สายพันธุ์ Cosmic Crisp ซึ่งมีจุดเด่นคือ เปลือกสีแดงมีจุดขาวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า และมีความหวานกรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างสรรค์เมนูจากแอปเปิลสายพันธุ์ดังกล่าวให้เป็นเมนูที่สามารถทำให้คณะกรรมการทึ่งได้ (สามารถทำเป็นของคาวหรือของหวานก็ได้) โดยมีเวลาในการทำอาหารเพียง 45 นาทีเท่านั้น หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว จานที่ดีที่สุดและเป็นผู้ชนะในรอบนี้ คือ มิ้น ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ นะโม พลอย และนิว โดยนะโมไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หน้าตาอาหารเหมือนจัดจานไม่เสร็จ รสชาติน้ำส้มตำกลบแอปเปิลหมดเลย และสัดส่วนเนยในแอปเปิลครัมเบิลเยอะเกินไป พลอยไม่ออกรสเปรี้ยวจากแอปเปิลตามที่คาดหวัง องค์ประกอบอื่น ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับแอปเปิล และไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนนิวถึงแม้จะมีครบทุกรสชาติ แต่ไม่ได้เนื้อสัมผัสของแอปเปิลเลย และไม่มีความคิดสร้างสรรค์เช่นกันเนื่องจากหอมใหญ่ที่นำไปบดกลบแอปเปิลทั้งหมด นอกจากนี้ กลิ่นหอมใหญ่แรงมาก และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ พลอย
- ผู้ชนะ: มิ้น
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: นะโม พลอย และนิว
- ผู้ที่ถูกคัดออก: พลอย
ตอนที่ 7: ผู้ชนะกุมอำนาจ
ออกอากาศ 29 มีนาคม 2569[11]
- การแข่งขันกล่องปริศนา (Mystery Box) : ในรอบนี้ วัตถุดิบภายในกล่องปริศนาเป็นจำพวกของดีต่อสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย ปลาแซลมอน เต้าหู้ขาว ไข่ไก่ กุ้ง ไข่กุ้ง เห็ดออรินจิ ผักโขม บรอกโคลี ต้นอ่อนทานตะวัน มิโซะ สะระแหน่ ถั่วพิสตาชิโอ อาโวคาโด กล้วย และวัตถุดิบหลัก ซึ่งคือ ข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ดแบบหุง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำวัตถุดิบภายในกล่องให้เป็นเมนูข้าวโอ๊ตที่อร่อยที่สุดในชีวิต ซึ่งมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว 3 จานที่ได้เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุด ได้แก่ เบลล่า พิม และเปอร์เช่ และจานที่ดีที่สุดในรอบนี้คือ พิม
- 3 จานที่ผลงานดีที่สุด: เบลล่า พิม และเปอร์เช่
- ผู้ชนะ: พิม
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : ในรอบนี้ มีวัตถุดิบหลักคือ กะทิ โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเป็นอาหารคาวหรือของหวานในรูปแบบขนมไทย เนื่องจากพิมเป็นผู้ชนะในรอบก่อนหน้า จะได้รับสิทธิ์เลือกให้ผู้เข้าแข่งขันทำอาหารคาวและของหวานให้กับผู้เข้าแข่งขันทุกคน โดยเลือกอาหารคาวให้กับมิว พิช มี่ ธิติ และบอส และเลือกของหวานให้กับเบลล่า ต้นกล้า ต้อง แอ๊น และนะโม ส่วน 5 คนที่ไม่ได้เลือกให้ทำอาหารทั้ง 2 ชนิด (เจซี มิ้น นิว เปอร์เช่ และตาล) จะได้ผ่านเข้ารอบต่อไปร่วมกับพิมทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันในรอบนี้ โดยผู้เข้าแข่งขันที่พิมเลือกให้แข่งขันจะมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ เบลล่า และผู้ชนะ คือ ธิติ ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ บอส แอ๊น และนะโม โดยบอสภายในจานมีเพียงรสชาติกะทิอย่างเดียว ความคิดสร้างสรรค์น้อยมาก หั่นตะไคร้ในผักหลนชิ้นหนามาก และหลนไม่มีรสชาติ แอ๊นบีบโฟมกะทิ-ขนุน-เลม่อน-น้ำผึ้งมากเกินไปจนมิติในจานหาย ส่งผลให้รสชาติเปรี้ยวเกินไปจนกลบทุกอย่าง นอกจากนี้ ไอศกรีมก็จืด ส่วนนะโมแป้งทองม้วนเหนียวมาก ไส้ถั่วไม่สุก ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ชูวัตถุดิบหลักไม่ได้ และไม่สามารถรับประทานได้ และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ นะโม
- ผู้ชนะ: ธิติ
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: บอส แอ๊น และนะโม
- ผู้ที่ถูกคัดออก: นะโม
ตอนที่ 8: รสชาติที่ช่วยเยียวยา
ออกอากาศ 5 เมษายน 2569[12]
- ภารกิจแบบทีม (Team Challenge) : ในรอบนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 5 ทีม ทีมละ 3 คน โดยโจทย์ที่แข่งขันกัน คือ การออกแบบอาหารเพื่อบริการแก่ผู้ป่วยในกลุ่ม NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรม) ภายใต้ความร่วมมือกับช่อง 7HD และโรงพยาบาลราชวิถี และผู้ที่จะมาตัดสินอาหารในรอบนี้คือ นายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี นักโภชนาการ แพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาลราชวิถี สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย และผู้บริหารจากช่อง 7HD จำนวนทั้งหมด 32 คน ทั้งนี้ เนื่องจากธิติและเบลล่าเป็น 2 จานที่ดีที่สุดในรอบก่อนหน้า จะได้สิทธิ์เลือกสมาชิกในทีมให้กับตนได้คนละ 2 คน และสามารถเลือกสมาชิก 3 คนให้อยู่ทีมเดียวกันอีกคนละ 1 ทีม ส่วน 3 คนที่ไม่ได้ถูกเลือกจะอยู่ทีมเดียวกัน โดยภายในกล่องวัตถุดิบของแต่ละทีมจะไม่เหมือนกัน แต่ละทีมจะได้เลือกกล่องวัตถุดิบด้วยตนเอง ซึ่งสีทีม และสมาชิก มีดังต่อไปนี้
| ทีม
|
สมาชิก
|
| ทีมสีแดง
|
มี่, ต้นกล้า, ตาล
|
| ทีมสีเหลือง
|
พิม, บอส, แอ๊น
|
| ทีมสีส้ม
|
เปอร์เช่, พิช, นิว
|
| ทีมสีเขียว
|
ธิติ, มิ้น, ต้อง
|
| ทีมสีม่วง
|
เบลล่า, มิว, เจซี
|
หมายเหตุ: ตัวหนา คือ หัวหน้าทีม
- แต่ละทีมจะมีเวลาในการออกแบบจาน 90 นาที โดยจะต้องทำ 2 เมนู นั่นคือ แต่ละทีมจะต้องทำทั้งหมด 64 จาน โดยวัตถุดิบภายในกล่องจะมีปริมาณพอดีกับจำนวนนักชิม และผ่านการคำนวณตามหลักโภชนาการ ซึ่งกลุ่มผู้ป่วย NCDs ใน 1 มื้อ จะต้องมีปริมาณให้เหมาะสม โดยสัดส่วนจะแตกต่างกันไป ตามตารางดังต่อไปนี้
- ในระหว่างการแข่งขัน เชฟเอียนเล็งเห็นว่าทีมสีเหลือง–โดยเฉพาะแอ๊น–ติดเล่นและไม่จริงจังกับการทำงาน เชฟเอียนจึงสั่งไล่แอ๊นออกจากครัวทันที แต่ต่อมา เชฟเอียนได้เรียกแอ๊นให้กลับเข้าสู่ครัวพร้อมกล่าวตักเตือนว่าหากแอ๊นไม่จริงจังกับการทำงานอีกครั้ง จะถูกคัดออกทันที โดยในรอบนี้ คณะกรรมการทั้ง 32 คน จะลงคะแนนโดยนำคูปองมาหยอดให้กับทีมที่ชอบมากที่สุด โดยจะได้รับคูปองคนละ 3 ใบ (รวม 96 ใบ) ซึ่ง 2 ทีมที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้ผ่านเข้ารอบต่อไปทันที นอกจากนี้ อาหารจาก 2 ทีมดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนาโดยเชฟในเครือ เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป เพื่อส่งมอบสูตรและนำไปบริการจริงให้แก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชวิถี โดยเมนูที่แต่ละทีมทำ และผลการแข่งขัน มีดังต่อไปนี้
| ทีม
|
เมนู
|
ผล
|
| ทีมสีแดง
|
|
อันดับที่ 1 38 คะแนน
|
| ทีมสีเหลือง
|
|
อันดับที่ 2 19 คะแนน
|
| ทีมสีส้ม
|
|
ไม่ผ่าน
|
| ทีมสีเขียว
|
|
| ทีมสีม่วง
|
|
- 2 ทีมที่ได้คะแนนมากที่สุด: ทีมสีแดง และ ทีมสีเหลือง
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : เนื่องจากทีมสีส้ม ทีมสีเขียว และสีม่วงเป็น 3 ทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ส่งผลให้ต้องมาแข่งขันต่อในรอบนี้ โดยด้านหน้าสเตชันของแต่ละคน คือ วุ้นนานาชนิด ได้แก่ วุ้นมะพร้าวน้ำหอม เค้กวุ้นผลไม้รวม วุ้นคัปเค้กกระบองเพชร วุ้นฝอยทอง วุ้นกรอบรูปดอกไม้ วุ้นเป็ด วุ้นกะทิ วุ้นลูกชุบ และวุ้นแฟนซีรูปสัตว์ ซึ่งโจทย์ในรอบนี้ คือ การสร้างสรรค์ของหวานจากวุ้น โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำผงวุ้นไปทำอาหารในรูปแบบของหวานที่สวยงามและมีความคิดสร้างสรรค์ให้เหมาะสมกับมาตรฐานของมาสเตอร์เชฟ ซึ่งจะมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ มิ้น และผู้ชนะ คือ ธิติ ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ นิว พิช และเจซี โดยนิวทำอัตราส่วนของวุ้นผิด ส่งผลให้มีความสาก วุ้นสีน้ำเงินเปรี้ยวเกินไป ส่วนวุ้นสีฟ้าอ่อนจืดเกินไป พิชซอสแยมเบอร์รีและคาราเมลที่ใส่วุ้นแข็งมากและไม่ไหลออกมาเลย เจลผลไม้เปรี้ยวเกินไป ไม่ชูวัตถุดิบหลักเนื่องจากวุ้นที่ผสมมีความสาก และไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนเจซีวุ้นไม่เซตตัว ผงวุ้นแข็งมาก ส่วนวุ้นที่ใส่แกรนิต้ายังมีความสากเป็นอย่างมาก แต่จานของนิวยังทำผลงานได้ดีกว่าอีก 2 คน ส่งผลให้นิวยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ส่วนเจซี และพิช มีข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเรื่องการชูวัตถุดิบหลักซึ่งคือวุ้น ส่งผลให้ทั้ง 2 คนถูกคัดออกและต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้โดยปริยาย
- ผู้ชนะ: ธิติ
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด นิว พิช และเจซี
- ผู้ที่ถูกคัดออก: เจซี และพิช
ตอนที่ 9: บททดสอบแห่งการพลิกโฉม
ออกอากาศ 19 เมษายน 2569[13]
- การแข่งขันกล่องปริศนา (Mystery Box) : ในรอบนี้ วัตถุดิบภายในกล่องประกอบด้วย เห็ดแชมปิญอง กะหล่ำดาว เบบี้แคร์รอต พาร์สลีย์ ขาปูทาราบะ เนื้อออสเตรเลียน ทรัฟเฟิล ไข่ปลาคาเวียร์ หญ้าฝรั่น บรีชีส ทองคำเปลว และวัตถุดิบหลัก ซึ่งคือ กวยจั๊บกึ่งสำเร็จรูป โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเพิ่มมูลค่าเมนูกวยจั๊บให้เป็นจานระดับหรูหราและมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที โดยที่ด้านใต้สเตชันของแต่ละคนจะมีวัตถุเสริมอย่างจำกัดในการปรุงอาหาร หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว 3 จานที่ได้เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุด ได้แก่ ธิติ ต้นกล้า และบอส และจานที่ดีที่สุดในรอบนี้คือ บอส
- 3 จานที่ผลงานดีที่สุด: ธิติ ต้นกล้า และบอส
- ผู้ชนะ: บอส
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : ในรอบนี้ มีวัตถุดิบหลักคือ ไส้กรอกอีสานพริกสด โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเพิ่มมูลค่าเมนูไส้กรอกอีสานพริกสดให้เป็นจานที่มีความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ จะต้องสร้างสรรค์ร่วมกับอีก 1 วัตถุดิบหลัก และจากการที่บอสเป็นผู้ชนะในการแข่งขันกล่องปริศนารอบก่อนหน้า จึงได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ารอบต่อไปทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันในรอบนี้ และมีสิทธิ์เลือกโจทย์การแข่งขันให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ซึ่งวัตถุดิบหลักที่ต้องทำร่วมกับไส้กรอกอีสานพริกสดในรอบนี้มีทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่ พาร์เมซานชีส มิโซะ และทุเรียน โดยบอสได้เลือกพาร์เมซานชีสให้กับแอ๊น ตาล นิว และเปอร์เช่ เลือกมิโซะให้กับมิว เบลล่า มี่ และมิ้น และเลือกทุเรียนให้กับธิติ ต้นกล้า ต้อง และพิม ผู้เข้าแข่งขันมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที แต่ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน คุณป๊อกได้ประกาศว่าบอสยังมีสิทธิพิเศษอีก 1 ข้อ นั่นคือ สามารถเลือกคุ้มกันผู้เข้าแข่งขันได้ 3 คนให้สามารถผ่านเข้ารอบต่อไปทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันต่อ ทั้งนี้ จะสามารถคุ้มกันได้เพียงวัตถุดิบละ 1 คนเท่านั้น โดยบอสได้เลือกคุ้มกันแอ๊น (พาร์เมซานชีส) เบลล่า (มิโซะ) และธิติ (ทุเรียน) หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ มี่ และผู้ชนะ คือ นิว ส่วน 2 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ ตาล และมิว โดยตาลทำแป้งราวิโอลีไม่สุก ส่วนมิวทำแป้งครอบหม้อแกงไม่สุกเช่นกัน ส่งผลให้ทั้ง 2 คนถูกคัดออกและต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้โดยปริยาย
- ผู้ชนะ: นิว
- ผู้ที่ตกเป็น 2 จานที่ผลงานแย่ที่สุดและถูกคัดออก: ตาล และมิว
ตอนที่ 10: แรงบันดาลใจจากทูลกระหม่อม
ออกอากาศ 26 เมษายน 2569[14]
- บททดสอบแรงบันดาลใจจากเมนูต้นแบบ (Inspiration Challenge) : ในรอบนี้ เป็นรอบพิเศษของฤดูกาลนี้ โดยมีแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ นั่นคือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยทูลกระหม่อมหญิงฯ ได้ทรงสาธิตเมนู ทอดมันข้าวโพด ซึ่งเป็นเมนูที่พระองค์ทรงโปรดปรานที่สุด นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะสามารถชิมเมนูที่ทำโดยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ได้ที่สเตชันของตน และโจทย์การแข่งขันในรอบนี้ คือ การสร้างสรรค์อาหารด้วยแรงบันดาลใจจากเมนูทอดมันข้าวโพดในรูปแบบใหม่ ซึ่งเมื่อชิม จะต้องคงความเป็นเอกลักษณ์ของทอดมันข้าวโพดอยู่ โดยมีเวลาในการทำอาหารเพียง 45 นาที ทั้งนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เจ้าของโจทย์การแข่งขันในรอบนี้ จะทรงเป็นกรรมการตัดสินจานอาหารของผู้เข้าแข่งขันด้วยพระองค์เอง หลังจากคณะกรรมการคัดเลือกอาหารแล้ว 3 จานที่ได้ถวายอาหารให้แด่ทูลกระหม่อมหญิงฯ ได้แก่ มิ้น เปอร์เช่ และธิติ หลังจากทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงชิมอาหารของทั้ง 3 คนแล้ว จานที่พระองค์ทรงโปรดปรานที่สุด ซึ่งเป็นจานที่ดีที่สุดในรอบนี้ คือ ธิติ จะได้ผ่านเข้ารอบทันทีโดยไม่ต้องแข่งขันต่อในรอบถัดไป
- 3 จานที่ถูกคัดเลือกให้ถวายอาหาร: มิ้น เปอร์เช่ และธิติ
- ผู้ชนะ: ธิติ
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : ในรอบนี้ มีแขกรับเชิญคือ นายแพทย์เอกศักดิ์ วิจิตรตระกูล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ และ ปิยพงษ์ รักษาถ้อย ที่ปรึกษาจากเฮลท์ลิงก์อินเตอร์เนชั่นแนลสหคลินิก คลินิกรักษาและฟื้นฟูข้อเข่าเสื่อม โดยจะมีวัตถุดิบหลักทั้งหมด 28 อย่าง และวัตถุดิบเสริมที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งวัตถุดิบหลักทั้ง 28 อย่าง จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
- และโจทย์การแข่งขันในรอบนี้คือ การทำอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในโรคข้อเข่าเสื่อมและควบคุมน้ำหนักภายใต้แนวคิด อาหารคือยา ให้มีความคิดสร้างสรรค์และรสชาติอร่อย โดยมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ นิว และผู้ชนะ คือ ต้อง ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ พิม แอ๊น และเปอร์เช่ โดยพิมทำข้าวสุกแต่แข็งเกินไป และอัตราส่วนของน้ำน้อยเกินไป กระเทียมมีความกึ่งดิบกึ่งสุก และแกงเลียงกับของหวานที่นำมาเสิร์ฟไม่มีรสชาติ แอ๊นทำเนื้อปลาทูรสชาติคาวมาก และซุปมะนาวไม่สามารถช่วยดับความคาวได้ ข้าวไรซ์เบอร์รีที่ใส่ควินัวรสชาติคาวมากเช่นกัน ผลไม้แค่นำมาหั่นเสิร์ฟและหั่นเยอะเกินไปจนเนื้อผลไม้หายไป นอกจากนี้ ยังมีขี้กุ้งติดอยู่ในจาน ไข่ตุ๋นเละเป็นน้ำเป็นอย่างมากและมีความสาก และไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้เชฟเอียนทิ้งจานอาหารดังกล่าวลงถังขยะ ส่วนเปอร์เช่ทำลูกเดือยกับข้าวไรช์เบอร์รีเพิ่งสุกและแข็งเกินไป และสัดส่วนของขมิ้นกับกระเทียมในแกงระแวงมีมากเกินไป และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ แอ๊น
- ผู้ชนะ: ต้อง
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: พิม แอ๊น† และเปอร์เช่
- ผู้ที่ถูกคัดออก: แอ๊น†
หมายเหตุ: † หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันที่ถูกเชฟเอียน - พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย ทิ้งอาหาร
ตอนที่ 11: คิดให้ทัน ทำให้ไว
ออกอากาศ 3 พฤษภาคม 2569[15]
- การแข่งขันกล่องปริศนา (Mystery Box) : ในรอบนี้คือกล่องปริศนาสีดำ (Black Box) นั่นคือ จะต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ต้องออกจากการแข่งขัน โดยในรอบนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้เลือกสเตชันด้วยตนเอง โดยภายในกล่องประกอบด้วย กุ้งลายเสือ หมูสามชั้น หอยลาย เส้นใหญ่ มันหวานญี่ปุ่น ข้าวรีซอตโต บรอกโคลี ถั่วแขก ตะลิงปลิง มะดัน สละ และวัตถุดิบหลัก คือ น้ำพริกเผา แต่ผู้เข้าแข่งขันจะได้ทำประเภทเมนูที่ไม่เหมือนกัน โดยตัวกำหนดโจทย์จะอยู่ด้านหลังของเขียง ซึ่งมีทั้งหมด 4 ประเภท คือ ต้ม ผัด แกง และทอด โดยบอส ต้องและธิติได้ประเภท "ต้ม" มี่ ต้นกล้าและเบลล่าได้ประเภท "ผัด" พิมและนิวได้ประเภท "แกง" และ เปอร์เช่และมิ้นได้ประเภท "ทอด" โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเมนูตามประเภทที่ได้รับและต้องชูน้ำพริกเผาให้โดดเด่น ซึ่งจะมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว 2 จานที่ได้เข้าชิงเป็นจานที่ดีที่สุด ได้แก่ นิว และธิติ และจานที่ดีที่สุดในรอบนี้คือ นิว จะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศทันที
- 2 จานที่ผลงานดีที่สุด: นิว และธิติ
- ผู้ชนะ: นิว
- แต่เนื่องจากการแข่งขันในรอบนี้คือกล่องปริศนาสีดำ ฉะนั้นคณะกรรมการจะต้องคัดเลือกจานที่แย่ที่สุดเพื่อหาผู้ที่ต้องออกจากแข่งขันในรอบนี้ ซึ่ง 3 จานที่ทำผลงานแย่ที่สุด คือ เปอร์เช่ พิม และเบลล่า โดยเปอร์เช่–ได้เมนูประเภททอด–มีความคิดสร้างสรรค์น้อย กุ้งทอดค่อนข้างแข็ง และยำสละรสชาติไม่โดดเด่น พิม–ได้เมนูประเภทแกง–ไม่สามารถชูน้ำพริกเผาได้เลย เส้นที่ผัดน้ำมันพริกเผาส่งกลิ่นไม่เพียงพอ รสชาติของแกงเขียวหวานไม่ได้ตามมาตรฐาน และกะทิมีรสชาติที่เหม็น ส่วนเบลล่า–ได้เมนูประเภทผัด–ผัดฉ่ารสชาติหวานเกินไป และไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และผู้ที่ต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ คือ พิม
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: เปอร์เช่ พิม และเบลล่า
- ผู้ที่ถูกคัดออก: พิม
- บททดสอบความคิดสร้างสรรค์ (Invention Test) : ในรอบนี้ เป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 คนจะต้องทำขนมหวาน โดยที่คณะกรรมการจะไม่แจ้งว่าวัตถุดิบหลักคืออะไร ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะมีเวลา 3 นาทีในการไปหยิบวัตถุดิบเสริมในซูเปอร์มาร์เก็ต และจะมีเวลาในการทำอาหาร 60 นาที ในรอบนี้ จะต้องมีอย่างน้อย 2 คนที่ต้องออกจากการแข่งขัน เมื่อเวลาในการทำอาหารผ่านไป 10 นาที ในที่สุด คณะกรรมการจึงได้แจ้งวัตถุดิบหลักในการทำขนมหวานรอบนี้ ซึ่งคือ หอมแดงไทย โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้หองแดงไทยทำขนมหวานร่วมกับวัตถุดิบเสริมที่หยิบมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ในระหว่างการแข่งขัน เชฟเอียนสั่งหยุดทำอาหาร และประกาศว่าจะมีวัตถุดิบหลักอีก 1 อย่างที่ต้องใช้ร่วมกับหอมแดงไทย คือ นมโคแท้ร้อยเปอร์เซนต์ และในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน เชฟป้อมได้ประกาศว่าจะต้องทำเครื่องดื่มจากนมโคแท้ร้อยเปอร์เซนต์ โดยจะต้องทำร่วมกับวัตถุดิบเสริมที่เหลืออยู่ หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ได้อันดับที่ 2 คือ เปอร์เช่ และผู้ชนะ คือ มี่ ส่วน 3 จานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด คือ บอส เบลล่า และมิ้น โดยเบลล่าในจานขนมหวานทำแป้งชูครีมเกือบไม่สุก และหอมแดงยังสุกไม่เพียงพอ เครื่องดื่มข้นเกินไป ไม่สามารถชูนมในเครื่องดื่มได้เลย ราสเบอร์รีเปรี้ยวเกินไป และไม่เข้ากับจานขนมหวาน มิ้นในจานขนมหวานซอสคาราเมลน้ำปลาหวานที่ใส่นมมีปริมาณน้อยมาก และไม่สามารถชูหอมแดงและนมได้เลยเนื่องจากโดนกลบด้วยพริกกับเกลือ เครื่องดื่มใส่ราสเบอร์รีมากเกินไปจนกลบนมทั้งหมด ส่วนบอสถึงแม้รสชาติดี และมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ตัดสินใจเสิร์ฟเพียงเครื่องดื่ม เนื่องจากในจานขนมหวาน บอสเจียวหอมแดงนานเกินไปจนคาดว่าไหม้และมีรสขม แต่คณะกรรมการเตือนบอสถึงความใจสู้ และให้เสิร์ฟจานขนมหวานดังกล่าว ซึ่งเมื่อคณะกรรมการชิม หอมเจียวไม่ได้ขมแบบที่บอสกล่าว และเมื่อคณะกรรมการประชุมกัน จึงลงมติให้ทั้ง 3 คนถูกคัดออกและต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้ทันที (สำหรับกรณีของบอส คณะกรรมการให้เหตุผลว่าบอสตัดสินใจไม่เสิร์ฟจานอาหารด้วยตนเอง จึงต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้)
- ผู้ชนะ: มี่
- ผู้ที่ตกเป็น 3 จานที่ผลงานแย่ที่สุด: บอส เบลล่า และมิ้น
- ผู้ที่ถูกคัดออก: บอส เบลล่า และมิ้น
ตอนที่ 12: ศึกตัดสินโอกาสครั้งที่สอง
ออกอากาศ 10 พฤษภาคม 2569[16]
ในสัปดาห์นี้ เป็นการแข่งขันที่ต่อเนื่องจากรายการภาคพิเศษ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์ โดยจะแข่งขันต่อตั้งแต่คู่ที่ 6 (นั่นคือ พลอย VS. ตาล VS. มิว) เป็นต้นไป เพื่อหาผู้ที่กลับเข้าสู่การแข่งขันและผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ
| คู่ที่
|
โจทย์
|
วัตถุดิบหลัก
|
เวลาใน การทำอาหาร
|
ของขวัญพิเศษ
|
ผู้เข้าแข่งขัน
|
| 6
|
ของหวานสุดสร้างสรรค์
|
น้ำผึ้ง
|
30 นาที
|
มะระขี้นก วัตถุดิบปริศนา (ใช้ร่วมกับน้ำผึ้ง) ปรากฏในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
|
พลอย
|
ตาล มิว
|
| 7
|
การยกระดับวัตถุดิบไทย
|
เนื้อโคสุรินทร์
|
เกาลัด วัตถุดิบปริศนา (ใช้ร่วมกับเนื้อโคสุรินทร์) ปรากฏในช่วง 25 นาทีสุดท้าย
|
แอ๊น
|
| 8
|
กุ้งขาวแวนนาไม
|
มะพร้าวอ่อน วัตถุดิบปริศนา (ใช้ร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม) ปรากฏในช่วง 10 นาทีสุดท้าย
|
พิม
|
| 9
|
การชูวัตถุดิบหลักให้มากที่สุด
|
ซีอิ๊วขาว และวัตถุดิบอีก 8 อย่าง[ก] (กุ้ง หอย ปู ปลา หมู เห็ด เป็ด และไก่)
|
วัตถุดิบทั้ง 8 อย่าง จะต้องใช้วัตถุดิบทั้ง 8 อย่างในการทำอาหารร่วมกับซีอิ้วขาวทั้งหมด ประกาศในช่วง 13 นาทีสุดท้าย
|
พลอย เบลล่า
|
บอส มิ้น
|
- ผู้ชนะภาคพิเศษและได้โอกาสกลับเข้าสู่การแข่งขันหลักอีกครั้ง
- ผู้ชนะในโจทย์นั้นและได้แข่งขันต่อในรอบถัดไป
- ผู้ที่แพ้และหมดสิทธิ์ในการกลับเข้าสู่การแข่งขันโดยปริยาย
- หมายเหตุ
- ผู้ชนะภาคพิเศษและกลับเข้าสู่การแข่งขันหลักอีกครั้ง: พลอย และเบลล่า
ตอนที่ 13: ทำสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ให้เป็นไปได้
ออกอากาศ 17 พฤษภาคม 2569[17]
- การแข่งขันรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) : จากการที่พลอย และเบลล่าเป็นผู้ชนะการแข่งขันภาคพิเศษ มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์ ส่งให้ทั้ง 2 คนจะได้รับโอกาสแข่งขันต่อในรอบรองชนะเลิศร่วมกับผู้เข้าแข่งขันอีก 6 คนที่ผ่านเข้ารอบในตอนที่ 11 โดยในรอบรองชนะเลิศของฤดูกาลนี้ จะแข่งขันทั้งหมด 3 รอบ ภายใต้โจทย์ Make the Impossible Possible (ทำสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ให้เป็นไปได้) ซึ่งผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในแต่ละรอบจะได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทันที
- รอบที่ 1: ในรอบแรก มีวัตถุดิบหลัก คือ เนื้อแกะออสเตรเลีย โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเมนูของทานเล่นจากวัตถุดิบดังกล่าว ซึ่งเมนูดังกล่าวจะต้องสามารถหยิบทานได้สะดวก และถูกใจประชาชนทุกเพศ ทุกวัย โดยมีเวลาในการทำอาหารและเลือกวัตถุดิบเสริมในซูเปอร์มาร์เก็ตรวมทั้งหมด 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นคนแรก คือ นิว
- ผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ: นิว
- รอบที่ 2: ในรอบที่ 2 มีวัตถุดิบหลัก คือ นมข้นหวาน โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเมนูอาหารคาวจากวัตถุดิบดังกล่าว ซึ่งจะมีเวลาในการทำอาหารและเลือกวัตถุดิบเสริมในซูเปอร์มาร์เก็ตรวมทั้งหมด 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นคนที่ 2 คือ ธิติ
- ผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ: ธิติ
ตอนที่ 14: ปะทะเดือดรอบชิง
ออกอากาศ 24 พฤษภาคม 2569[18]
- การแข่งขันรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) ต่อ:
- รอบที่ 3: ในรอบสุดท้าย มีวัตถุดิบหลัก คือ ขนมปังแผ่น 3 รสชาติ ซึ่งประกอบด้วยรสโฮลวีต ธัญพืช และเนย โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเมนูอาหารจานหลัก (Main Course) จากวัตถุดิบดังกล่าวให้สร้างสรรค์ ซึ่งจะมีเวลาในการทำอาหารและเลือกวัตถุดิบเสริมในซูเปอร์มาร์เก็ตรวมทั้งหมด 60 นาที หลังจากคณะกรรมการชิมอาหารของผู้เข้าแข่งขันทุกคนแล้ว ผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นคนที่ 3 คือ ต้นกล้า แต่เนื่องจากในฤดูกาลนี้ คณะกรรมการต้องการผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้งหมด 4 คน ฉะนั้นจะมีผู้เข้าแข่งขันอีก 1 คนที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ซึ่งคือ พลอย ส่วนอีก 4 คนที่เหลือจะถูกคัดออกและต้องออกจากการแข่งขันในรอบนี้โดยปริยาย
- ผู้ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ: ต้นกล้า และพลอย
- ผู้ที่ถูกคัดออก: ต้อง มี่ เปอร์เช่ และเบลล่า
ตอนที่ 14-15: ศึกตัดสินครั้งสุดท้าย
ออกอากาศ 24 และ 31 พฤษภาคม 2569[19]
ก่อนเริ่มการแข่งขัน ทางรายการได้เฉลิมฉลองด้วยเค้กจากเชฟเคอร์ - ณัฐศิมาภรณ์ หลักไชย รองชนะเลิศเฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ (ฤดูกาลที่ 1) ให้กับผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คน หลังจากนั้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเดินทางไปยังแม็คโครคลับเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารในรอบชิงชนะเลิศ
- การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ (Finale) : ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คนได้แก่ นิว ธิติ ต้นกล้า และ พลอย จะได้แข่งขันกันในรอบชิงชนะเลิศ โดยในฤดูกาลนี้จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 รอบ นั่นคือ อาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizer) อาหารจานหลัก (Main Course) และ ของหวาน (Dessert) โดยมีเวลาในการทำอาหารรอบละ 60 นาที และในแต่ละรอบ จะต้องทำอาหารทั้งหมด 3 จาน เพื่อเสิร์ฟให้กับคณะกรรมการทั้ง 3 คน
เมนูอาหารแต่ละรอบของผู้เข้าแข่งขัน
| ผู้เข้าแข่งขัน
|
นิว
|
ธิติ
|
ต้นกล้า
|
พลอย
|
| แนวคิด/เรื่องราว
|
เพลงของบอดี้สแลม
|
ตัวตนของตนเองและครอบครัว
|
ช่วงเวลาที่ได้กลับบ้าน-อยู่บ้าน-จากบ้าน
|
อาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizer)
|
|
- เมนูจากความทรงจำวัยเด็กของเรา
|
|
|
อาหารจานหลัก (Main Course)
|
|
|
|
|
ของหวาน (Dessert)
|
|
|
|
|
- การประกาศผล: เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง คณะกรรมการจึงประชุมและลงมติร่วมกันว่า ผู้ชนะเลิศมาสเตอร์เชฟ คนที่ 7 ของประเทศไทย คือ ธิติ จะได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท และถ้วยรางวัล MasterChef Trophy
- ผู้ชนะเลิศมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ฤดูกาลที่ 7: ธิติ ทองบริสุทธิ์[20]
มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์
มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์: เดอะ เซกคันด์ แชนซ์ (อังกฤษ: MasterChef Thailand: The Second Chance) เป็นรายการภาคพิเศษ (Spin-off) ของฤดูกาลนี้ โดยเป็นการแข่งขันของผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกแล้วมาแข่งขันกันอีกครั้ง ซึ่งภาคพิเศษนี้จะไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แต่จะยังคงใช้คณะกรรมการตัดสินอาหารชุดเดียวกับการแข่งขันปกติ โดยจะสลับปรับเปลี่ยนกันมาตัดสินรอบละ 2 คน และจะแข่งขันคู่ขนานกับการแข่งขันของผู้ที่ยังไม่ถูกคัดออก ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 18:00 น. เริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 ทางช่องยูทูบของมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์
กติกา
ผู้ที่ถูกคัดออกในแต่ละสัปดาห์จะต้องแข่งขันกันแบบตัวต่อตัว โดยเริ่มแข่งขันจาก 2 คนแรกที่ถูกคัดออก ซึ่งผู้ชนะจะได้แข่งขันต่อกับผู้ที่ถูกคัดออกคนถัดไป และแข่งขันแบบนี้เรื่อย ๆ จนถึงคู่สุดท้ายของภาคพิเศษ โดยผู้ชนะในคู่สุดท้ายจะได้โอกาสกลับเข้าสู่การแข่งขันหลักอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ
ผลการแข่งขัน
| วันที่ออกอากาศ
|
โจทย์
|
วัตถุดิบหลัก
|
เวลาใน การทำอาหาร
|
ของขวัญพิเศษ
|
ผู้เข้าแข่งขัน
|
Episode 1 2 เมษายน 2569
|
การสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบหลักให้พิเศษกว่าคู่แข่ง
|
ตีนไก่
|
30 นาที
|
ดาร์กช็อกโกแลต วัตถุดิบปริศนา (ใช้ร่วมกับตีนไก่) ปรากฏในช่วง 10 นาทีสุดท้าย
|
ป๊อบ
|
ปร๊อฟ
|
Episode 2 9 เมษายน 2569
|
กะทิ
|
30 นาที 19 นาที[ก]
|
นาฬิกาจับเวลา ตัดเวลาทำอาหารให้เหลืออีกเพียง 9 นาที ปรากฏในช่วง 20 นาทีสุดท้าย
|
โบว์
|
ป๊อบ
|
—N/a 16 เมษายน 2569
|
งดออกอากาศเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์
|
Episode 3 23 เมษายน 2569
|
การสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบหลักให้พิเศษกว่าคู่แข่ง
|
มะเขือเทศหลากหลายสายพันธุ์
|
30 นาที
|
ขนมปังขาไก่ วัตถุดิบปริศนา (ใช้ร่วมกับมะเขือเทศ) ปรากฏในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
|
พลอย
|
โบว์
|
Episode 4 30 เมษายน 2569
|
อกเป็ด
|
เครื่องเอสพูม่า ต้องทำอาหารโดยใช้เครื่องดังกล่าว ปรากฏในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
|
นะโม
|
Episode 5 7 พฤษภาคม 2569
|
การสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบหลักให้เป็นเมนูของตนเองที่สามารถขายในร้านอาหารของตนในอนาคตได้
|
เนื้อน่องสะโพกไก่หั่น
|
เตาอั้งโล่ จะถูกตัดแก๊สที่สเตชันทั้งหมด ปรากฏในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
|
เจซี พิช
|
| สำหรับคู่ที่ 6 เป็นต้นไป จะแข่งขันต่อใน ตอนที่ 12 ของรายการภาคหลัก[16]
|
- ผู้ชนะในโจทย์นั้นและได้แข่งขันต่อในรอบถัดไป
- ผู้ที่แพ้และหมดสิทธิ์ในการกลับเข้าสู่การแข่งขันโดยปริยาย
- หมายเหตุ